กฎเหล็กIUUกับ7ปีแห่งวิกฤติประมงไทยที่รอวันตาย

กฎเหล็กIUUกับ7ปีแห่งวิกฤติประมงไทยที่รอวันตาย
ช่วยแชร์

กฎเหล็กIUUกับ7ปีแห่งวิกฤติประมงไทยที่รอวันตาย

เนื่องด้วยในวันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันประมงแห่งชาติ วันที่มีขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนในการทำอาชีพประมง และเป็นที่ระลึก สร้างขวัญกำลังใจในการประกอบอาชีพของชาวประมงไทย  โดยในโอกาสนี้ทางสมาคมการประมงสมุทรสาคร ได้จัดเวทีเสวนาไลฟ์สดผ่านเพจประมงไทยรายวัน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการด้านประมง / ชาวประมง และ ส.ส.มาร่วมเสวนาพูดถึงปัญหาที่ชาวประมงไทยและชาวประมงสมุทรสาครต้องเผชิญมาเป็นเวลา 7 ปี เพราะถูกกฎเหล็กต่างๆของ IUU FISHING  และ พรก.การประมง พ.ศ.2558 เข้ามาควบคุม จนบีบให้ชาวประมงประกอบอาชีพได้อย่างติดขัดมากขึ้น ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวประมง และก็ไม่ได้เป็นวิธีที่จะทำให้ทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์มากขึ้นด้วย

นายมงคล  มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ได้สรุปแนวทางที่ได้จากการเสวนาว่า ชาวประมงสมุทรสาครก็ยังขอเดินหน้าต่อเพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลช่วยแก้ไขกฎหมายให้การทำประมงสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ พรก.การประมง พ.ศ.2558  ที่อยากให้ปรับแก้ไขมากที่สุด คือเรื่องการแจ้ง-เข้าออก เรื่องนี้ดูเหมือนว่าไม่ยาก แต่การปฏิบัติจริงๆ มันไม่สามารถทำได้ตามข้อกฎหมายได้ง่ายนัก อย่างเช่น การแจ้งชื่อลูกเรือที่จะออกจากเรือ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวต่างด้าวที่ชื่อจะฟังยาก เขียนยาก หากชื่อนั่นผิดหรือไม่ตรง ก็ต้องได้รับโทษว่าแจ้งชื่อไม่ตรง ทั้งๆที่ลูกเรือทั้งหมดก็เป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย หรือเวลาที่แจ้งเข้าไม่ตรงกับเวลาแจ้งจริง เพราะบางครั้งอาจมีอุปสรรคทางการเดินเรือทำให้เวลาคลาดเคลื่อน หรือเพียงการจอดเทียบท่าอื่นๆเพื่อรอขึ้นท่า ในขณะท่าเรือที่แจ้งว่าจะขึ้นอาจมีเรือจอดอยู่เต็ม ซึ่งเรื่องพวกนี้ชาวประมงมองว่าไม่ได้กระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ ไม่ใช่การทำประมงที่ผิดกฎหมาย แต่กลับเป็นความผิดที่มีค่าปรับที่สูงถึง 5 แสนบาท ที่ผ่านมาชาวประมงก็ถูกเรียกปรับไปประมาณ 10 เคส ทำให้หลายคนต้องไปกู้เงินมาเพื่อจ่ายค่าปรับ ให้เรื่องจบเร็วและเอาเรือออกทำมาหากินต่อได้ แต่หากเลือกฟ้องต่อศาลก็จะเสียเวลาหนักกว่า

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่อง ของ IUU FISHING  หรือการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การรายงานและไร้การควบคุม ที่เข้ามาควบคุมการทำประมงหลายด้าน ประมงพาณิชย์ของประเทศไทยเมื่อออกเรือนอกน่านน้ำ ก็แข่งขันหรือสู้กับประมงประเทศอื่นๆไม่ได้ เรือต่างประเทศจะถือกฎหมายกลางแค่ฉบับเดียว แต่ไทยต้องถือกฎหมายกลางและยังต้องยึดกฎหมายไทยพ่วงไปอีกด้วย  แต่ผลที่คิดว่าจะได้จากการมีกฎหมายหลายตัวเข้ามาควบคุมที่หวังให้ทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ กลับไม่ได้ผลแบบนั้น เพราะทุกวันนี้ที่กฎหมายบีบให้ชาวประมงหลายร้อยลำขอขายเรือคืนให้รัฐบาล ทำให้เหลือในสมุทรสาครเพียง 100 กว่าลำ จากที่เคยมีมากกว่า 500 ลำ เหลือน้อยลง แต่ทรัพยากรทางทะเลก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ขึ้นแบบเห็นได้ชัด ทุกวันนี้เรือประมงที่ทำการอยู่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้กำไรเป็นกอบเป็นก

นายมงคล ฯ บอกอีกว่า การเสวนาผ่านไลฟ์สด ประมงไทยรายวัน ก็หวังว่าจะได้สะท้อนปัญหาให้ภาครัฐได้เข้าใจ โดยเฉพาะกลุ่มงานเกี่ยวกับนโยบายและแผนประมง  สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทุกเรื่องที่ชาวประมงได้ร้องเรียนไปก็มักจะโดนตีกลับ  โดยที่ชาวประมงออกมาขับเคลื่อน ก็หวังว่าจะให้อาชีพนี้ไม่สูญหาย เพราะมันเป็นห่วงโซ่หนึ่งที่ส่งผลไปถึงกลุ่มอาชีพอื่นที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย ที่ทุกวันนี้ก็ย่ำแย่ไปตามๆกันด้วย หากคิดเป็นมูลค่าความเสียหายก็คงไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท ซึ่งชาวประมงบอกว่า อยากให้ภาครัฐนำเรือประมงที่จอดอยู่ไปลองทำการประมงดูเองบ้าง จะได้รู้ว่า การทำประมงมันเป็นแบบไหน การที่จะทำให้ถูกกฎหมายที่ตั้งขึ้นมา จะทำได้จริงมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ยังได้บอกด้วยว่า สำหรับเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้กับแรงงานภาคประมงในจังหวัดสมุทรสาครทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวนั้น ขณะนี้ในส่วนของแรงงานต่างด้าวทางเจ้าของเรือได้ควักเงินส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อจัดซื้อวัคซีนซิโนฟาร์มกับทางราชวิยาลัยจุฬาภรณ์ มาฉีดให้แก่แรงงานข้ามชาติจำนวนกว่า 800 คน ไม่รอวัคซีนจากรัฐบาล โดยจะเริ่มฉีดวันที่ 28 กันยายนนี้เป็นต้นไป ส่วนแรงงานไทยขณะนี้ได้ทำการฉีดวัคซีนจนเกือบครบหมดแล้ว ในส่วนที่เหลือคงเป็นเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้นำเรือเข้าฝั่งเท่านั้น แต่ถ้าเข้าเมื่อใดก็จะนัดฉีดทันที ซึ่งทั้งนี้ในภาพรวมของแรงงานประมงของจังหวัดสมุทรสาคร ถ้าฉีดครบทั้งคนไทยและแรงงานข้ามชาติก็ครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ทำงานอยู่ในภาคประมง

นายมงคลฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับปัญหาโควิด-19 กับภาคประมงนั้น ถือได้ว่ามีปัญหาน้อยมาก เพราะที่ผ่านมาชาวประมงจะใช้เรือเป็นเสมือนสถานที่กักตัวอยู่แล้ว โดยมีทั้งการตรวจหาเชื้อตั้งแต่การระบาดครั้งแรก จากนั้นก็ให้ลงไปกักตัวในเรือโดยจะต้องมีการลอยลำให้ครบตามวันที่ ศร.ชล.กำหนดก่อน ถ้าเรือลูกทุกคนอยู่ในอาการปกติจึงจะนำเรือออกไปทำการประมงได้ แต่หากพบแรงงานติดโควิดก็จะส่งเข้าสู่โรงพยาบาลสนามทันที ส่วนคนอื่นๆ ในเรือก็ต้องได้รับการกักตัวตามกระบวนการสาธารณสุขไปด้วย   ซึ่งที่ผ่านมาพบลูกเรือติดโควิด-19 อยู่ราวๆ  5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

administrator

Related Articles