ระทึก!!! ตึกทรุด ชาวหอพักเกือบ 60 ชีวิตหนีตายอลหม่าน

ระทึก!!! ตึกทรุด ชาวหอพักเกือบ 60 ชีวิตหนีตายอลหม่าน
ช่วยแชร์

 

 

         เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. ของวันที่ 19 สิงหาคม 2563 ได้เกิดเหตุหอพักเยี่ยมเจริญซึ่งเป็นหอพักสูง 3 ชั้น จำนวน 30 ห้อง ตั้งอยู่เลขที่ 125/10 หมู่ที่ 2 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เกิดการทรุดตัวทำให้ตัวอาคารทั้งหมดเกิดการเอนเอียงไปทางด้านหลังซึ่งเป็นหนองน้ำ ไม่มีบ้านเรือนประชาชนอยู่อาศัยบริเวณนั้น ส่วนผู้ที่พักอาศัยเกือบ 60 คน ต้องหนีออกมาอยู่ด้านนอกหอพัก ซึ่งหลังเกิดเหตุนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย นางชุติพร วิจิตร์แสงศรี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอเมืองสมุทรสาคร นายวัฒนา แตงมณี นายก อบต.พันท้ายนรสิงห์ ตำรวจ สภ.โคกขาม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุ และเข้าสั่งการเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนที่พักอาศัยอยู่ภายใน รวมถึงผู้ที่อยู่ใกล้เคียงด้วย โดยเบื้องต้นรองผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้ทุกคนออกมานอกพื้นที่หอพัก แล้วนำสายกั้นมากันแนวเขตอันตราย อีกทั้งยังได้สั่งการให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต.พันท้ายนรสิงห์ จัดกำลังเจ้าหน้าที่มาเฝ้าพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใครเข้าไปพื้นที่ภายในตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ข้างใน หรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เพราะนอกจากจะป้องกันอันตรายที่เกิดจากตัวอาคารทรุดให้กับพี่น้องประชาชนแล้ว ยังเพื่อเป็นการดูแลทรัพย์สินของผู้ที่พักอาศัยอยู่ในหอพักทุกคนให้คงอยู่อย่างปลอดภัยอีกด้วย
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งเหตุแล้ว นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้สั่งการให้ตนพร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ลงพื้นที่มาตรวจสอบเหตุ ซึ่งก็พบว่า อาคารดังกล่าวมีลักษณะทรุดตัว แต่ยังไม่ถึงกับพังถล่มลงมา โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยได้สั่งการให้กันพื้นที่อันตราย ห้ามใครเข้าไปภายในเด็ดขาด ส่วนสาเหตุนั้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากอะไร คงต้องรอให้มีการพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน แต่ในเบื้องต้นจากที่ได้คาดการณ์ไว้ในขณะนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ทั้งเรื่องของโครงสร้าง หรืออาจจะมาจากการเคลื่อนตัวของพื้นดิน เช่น ดินสไลด์ หรือทรุดตัว เพราะด้านหลังเป็นบ่อน้ำก็เป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่สามารถฟันธงสาเหตุที่ชัดเจน
ด้านป้าเยี่ยม คำหริ่ม (กลัดเจริญ) อายุ 68 ปี เจ้าของหอพักบอกว่า หอพักแห่งนี้สร้างมานานประมาณ 5 ปี โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2558 มีการว่าจ้างวิศวกรออกแบบ และควบคุมการก่อสร้างตามแบบแปลนที่ได้นำเสนอขออนุญาตต่อทาง อบต.พันท้ายนรสิงห์ มีจำนวนห้องทั้งหมด 30 ห้อง แบ่งเป็น 3 ชั้นๆ ละ 10 ห้อง ปัจจุบันมีผู้เข้าพักอาศัยอยู่ 29 ห้อง จำนวนผู้พักอาศัยเป็นคนไทยทั้งหมดเกือบ 60 คน ซึ่งก่อนเกิดเหตุนั้นตนเองก็นั่งอยู่ข้างบ้าน ที่ติดกับหอพัก จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังครืนและเห็นกลุ่มควันลอยโขมงขึ้นมาจากพื้นดิน ตอนแรกคิดว่าหม้อแปลงระเบิดแต่ก็ไม่มีกลิ่น จึงให้ลูกเดินไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าหอพักเกิดการทรุดตัวลง จึงได้รีบแจ้งให้คนในหอพักออกมาด้านนอก โดยช่วงนั้นคนที่เช่าพักกลับมาพอดี จึงค่อนข้างที่จะชุลมุน แต่ก็โชคดีที่ทุกคนออกมาได้อย่างปลอดภัย
ส่วนทางด้านของผู้ที่เช่าพักอาศัยก็เล่าว่า ช่วงนั้นทุกคนส่วนใหญ่อยู่ในห้อง แล้วก็ได้ยินเสียงคล้ายกับมีอะไรมาเคาะพื้นดังกึกๆ สักพักเดียวก็รู้สึกได้ว่าห้องทรุดจึงรีบหนีกันอออกมา ซึ่งก็เหมือนกับตกนรกแล้วได้ขึ้นสวรรค์ เพราะรอดชีวิตออกมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน
        ต่อมาเมื่อเวลา 07.30 น. ของวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ ก็พบว่ามีผู้ที่เช่าพักอาศัยนั้นมายืนดูห้องของตนเองที่บริเวณด้านหน้าหอพัก เพราะต้องการที่จะเข้าไปเอาสิ่งของสำคัญและทรัพย์สินภายใน แต่ยังเข้าไม่ได้ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่กันไว้ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นอกจากนี้ทางด้านนางเยี่ยม คำหริ่ม (กลัดเจริญ) เจ้าของหอพักก็ได้มีการจัดทำอาหาร พร้อมน้ำดื่มกาแฟให้กับผู้ที่เช่าพักอาศัยได้รับประทานฟรี รวมถึงยังจะได้ไปเบิกเงินที่ธนาคารเพื่อมอบให้ผู้เช่าที่ต้องหยุดงานคนละ 400 บาท เป็นการช่วยเหลือผู้เช่าพักอาศัยในเบื้องต้นอีกด้วย ซึ่งเจ้าของหอพักบอกว่า อย่างไรก็ต้องดูแลกันไปจะมากหรือจะน้อยก็ตามที
ด้านผู้เช่าพักอาศัยบอกว่า เมื่อคืนนี้ตอนแรกก็เหมือนมีรางเตือนแล้ว เพราะจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคล้ายอะไรบางอย่างลั่นแล้วก็เหมือนมีฝุ่นอยู่ในห้อง ทำให้หายใจไม่ออก จึงได้เดินมาเปิดประตู เพียงแค่เสี้ยววินาทีหอพักก็ทรุดลงมา
และในเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันเดียวกัน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วย ตัวแทนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหาแนวทางในการตรวจสอบสาเหตุของการทรุดตัวอาคารหอพักและแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ณ ห้องประชุม อบต.พันท้ายนรสิงห์ โดยเบื้องต้นได้ข้อสรุป 4 ข้อคือ 1.หาวิธีการให้ผู้เช่าห้องพักแต่ละห้องเข้าไปเอาสิ่งของมีค่าและทรัพย์สินที่จำเป็นภายในออกมาก่อน เช่น เสื้อผ้า เงิน ทอง และเอกสารสำคัญ โดยจะให้ทุกห้องลงทะเบียนชื่อ และทรัพย์สินภายใน จากนั้นจะอนุญาตให้เข้าทีละห้อง ห้องละ 1 คนเท่านั้น ซึ่งเจ้าของห้องจะเข้าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัย ต้องเข้าให้เร็วที่สุดและออกให้เร็วที่สุด ส่วนข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ จะให้ทีมกู้ภัยไปนำออกมาให้ภายหลัง ,2.จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องแบบแปลนอนุญาตก่อสร้าง แม้เบื้องต้นจะพบว่ามีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตั้งแต่ประมาณเดือนกันยายน 2557 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2559 , 3.จัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบหาสาเหตุให้เจอภายในระยะเวลา 2 วัน แล้วต้องสรุปให้ได้ว่าสาเหตุที่อาการทรุดตัวเกิดจากอะไร และ 4. อบต.จัดทำประกาศเป็นพื้นที่อุบัติภัย จากนั้นให้มีการนำงบกลางเข้ามาช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ๆ พึงกระทำได้ นอกจากนี้ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปภายในทั้งสิ้น ยกเว้นจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ขณะที่ทางด้านของเจ้าของหอพักคือคุณป้าเยี่ยม คำหริ่ม (กลัดเจริญ) ก็ได้มอบเงินให้กับผู้เช่าห้องพักคนละ 400 บาท ที่ไม่ได้ไปทำงานเฉพาะในวันนี้ และมีการจัดเลี้ยงอาหารทุกมื้อไปจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
โดยหลังการประชุมเสร็จสิ้นลง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครและคณะได้ลงพื้นที่มาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยจากเหตุหอพักทรุดตัว ซึ่งมีทั้งหมดเกือบ 60 ชีวิต ได้ปักหลักอยู่ที่บ้านของนางเยี่ยม คำหริ่ม (กลัดเจริญ) เจ้าของหอพัก เพื่อให้กำลังใจและบอกถึงแนวทางการปฏิบัติงานเบื้องต้นที่จะอนุญาตให้เข้าไปเอาทรัพย์สินได้
พร้อมกันนี้ก็ยังมี ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ลงพื้นที่ ตรวจวิเคราะห์อาคารหอพักทรุดโดยได้นำเครื่องมือที่มีการตรวจวัดอย่างละเอียดแม่นยำและให้ความชัดเจน มาตรวจวัด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษเพื่อหาความคลาดเคลื่อน หากพบว่าไม่มีการทรุดตัวเพิ่ม หรือทรุดตัวไม่เกิน 0.20 มิลลิเมตร ก็ให้เข้าไปเก็บของภายในห้องตามแผนปฏิบัติการได้ แต่ถ้าสูงกว่านี้ก็ไม่สามารถที่จะอนุญาตให้เข้าไปภายใน เพราะว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยกับทุกคน ขณะที่ในส่วนของสาเหตุนั้น เมื่อดูจากการทรุดตัวแล้ว คาดการณ์ว่าอาจจะมาจากเรื่องของแหล่งน้ำที่อยู่ติดกับตัวอาคาร ทำให้เกิดการบิดตัวของโครงสร้าง จนเกิดการทรุดดังกล่าวก็เป็นได้
กระทั่งในเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ก็ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ เพื่อตรวจวัดประเมินว่าตัวอาคารหอพักมีความเสี่ยงเกิดการทรุดตัวลงอีกหรือไม่ ซึ่งก็พบว่ามีการทรุดลงอีกเล็กน้อย แต่ยังพอจะสามารถให้คนเข้าไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นออกมาได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าไปทีละคนสองคนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปพร้อมกันได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ นายวัฒนา แตงมณี นายก อบต.พันท้ายนรสิงห์ ที่จะจัดเจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัยฯพร้อมทีมงาน เข้าไปกับเจ้าของห้องแต่ละห้องเพื่อขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นและมีค่าออกมาก่อน ส่วนที่เหลือเจ้าหน้าที่ อบต.พันท้ายนรสิงห์ จะเข้าขนย้ายให้ในภายหลัง ซึ่งหลังจากที่การประเมินเสร็จสิ้น ทาง อบต.พันท้ายนรสิงห์ก็ได้มีการวางแผนการปฏิบัติงานกันภายใต้คำสั่งของนายวัฒนา แตงมณี นายก อบต.พันท้ายนรสิงห์ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุห้องเช่าทรุดตัว โดยอันดับแรกได้ประเมินเรื่องของการถ่วงดุลน้ำหนักตัวอาคาร 2 ฝั่งก่อน ถ้าต้องรับน้ำหนักเพิ่มจะต้องเดินอย่างไร จากนั้นก็เริ่มขนย้ายสิ่งของภายในห้องทางซีกด้านขวา 5 ห้องเพราะทรุดตัวน้อยที่สุดโดยขนย้ายจากชั้นบนไล่ลงมาชั้นล่างสุด เสร็จแล้วก็ทำการประเมินอีกรอบเพื่อขนย้ายในลักษณะเดียวกันทางซีกด้านซ้ายที่มีการทรุดตัวมาก ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาจนถึงประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง ก็จะขนย้ายจนเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยทุกห้อง ส่วนการจัดเตรียมกำลังคนนั้น ได้กำหนดเป็นเจ้าหน้าที่ 1 คน ต่อเจ้าของห้อง 1 คน เข้าไปนำทรัพย์สินมีค่าและสิ่งของที่สำคัญ เช่น เสื้อผ้า เงิน ทอง และเอกสารทางราชการออกมาให้เร็วที่สุด และก็จะมีเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งช่วยนำสิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ในห้องตามออกมาภายหลัง ขณะเดียวกันในวันนี้ทางด้านขององค์การบริหารส่วนตำบลพันท้ายนรสิงห์ ก็ได้มีการประกาศคำสั่ง 3 ฉบับ มาติดไว้หน้ารั้วหอพักดังกล่าว โดยประกอบไปด้วย 1.ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง (เฉพาะกิจ) กรณีอาคารหอพักสูง 3 ชั้น ทรุดตัว , 2.ประกาศคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขอาคารตามมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง (กรณีที่อาคารมีสภาพหรือมีการใช้ที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัยหรือก่อให้เกิดเหตุรำคาญ หรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม) และ 3.ประกาศพื้นที่อันตรายอาคารทรุดตัว
       นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ที่ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบเหตุด้วยนั้น ก็ได้มีการกล่าวให้กำลังใจแก่นางเยี่ยม คำหริ่ม (กลัดเจริญ) เจ้าของอาคาร และผู้ที่เช่าพักอาศัย ซึ่งในโอกาสนี้ก็ได้มอบสิ่งของสำรองจ่าย เป็นผ้าห่มและชุดเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายและผู้หญิงให้ผู้เช่าพักทุกคน ส่วนทางด้านของนางเยี่ยม คำหริ่ม (กลัดเจริญ) เจ้าของห้องเช่าก็ได้นำเงินส่วนตัวมามอบให้แก่ผู้เช่าที่ต้องหยุดงาน 1 วัน โดยมอบให้คนละ 400 บาท นอกจากนี้ทางเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร ยังจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือตามวัตถุประสงค์ของสภากาชาดไทย ครอบครัวละ 2,000 บาทอีกด้วย ส่วนทาง อบต.พันท้ายนรสิงห์ก็จะได้นำงบฯ ออกมาให้ความช่วยเหลือหลังจากที่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว โดยสามารถช่วยเหลือเป็นเรื่องของค่าเช่าที่พักอาศัยรายละ 1,700 บาท เป็นเวลา 2 เดือน
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวสรุปผลการดำเนินงานในวันนี้ว่า หลังจากที่วันนี้ได้มีการประชุมร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อหาแนวทางการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ และจะมารวบรวมกระบวนการงานที่ได้สั่งไป ตลอดจนได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วนั้น ในวันพรุ่งนี้ (21 ส.ค.) ก็จะมีการมาสรุปผลกันว่า สาเหตุของการทรุดตัวของอาคารในครั้งนี้เกิดจากอะไร
ส่วนนายโยธิน อินทร์อ่อน หัวหน้าชุดปฏิบัติการกู้ภัย อบต.พันท้ายนรสิงห์ ก็ได้บอกถึงการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัยว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่กู้ภัยนั้น ต้องใช้ความชำนาญและความระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่จะพาเจ้าของห้องเข้าไปเก็บสิ่งของภายในอย่างปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะต้องประเมินด้วยว่าแต่ละจุดมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ขณะที่ผู้ที่พักอาศัยนั้นก็บอกว่า รู้สึกโล่งใจที่ได้ขนย้ายสิ่งของสำคัญออกมาแล้ว โดยหลังจากนี้ก็จะไปอยู่ที่เช่าแห่งใหม่ ซึ่งบางคนก็หาห้องเช่าใหม่ได้แล้ว และบางคนก็มีนายจ้างมานำไปพักในโรงงาน เป็นต้น
นายวัฒนา แตงมณี นายก อบต.พันท้ายนรสิงห์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ทาง อบต.ได้ออกประกาศคำสั่งมาติดแล้ว 3 ฉบับ โดยหลังจากที่ผู้เช่าพักอาศัยได้ขนย้ายข้าวของเครื่องใช้ออกไปหมด ก็ยังคงต้องกันพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นเขตอันตราย และจะต้องรอผลจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทำการประเมินว่า จะดำเนินการอย่างไรกับอาคารหลังนี้ต่อไป แต่เบื้องต้นคงไม่สามารถที่จะปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้กลับมาใช้ได้ใหม่ ส่วนการทุบหรือไม่ทุบนั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางเจ้าของอาคารแห่งนี้

administrator

Related Articles